Top Ad unit 728 × 90

ข่าวเกษตร :

random

หลักการทำเกษตรแบบ 1 งาน 1 แสน โดย ศูนย์เรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียงบ้านดอนแดง


หลักการทำเกษตรแบบ 1 งาน 1 แสน

หลักการทำเกษตรแบบ 1 งาน 1 แสน โดย ศูนย์เรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียงบ้านดอนแดง
          เป็นแนวทางการทำเกษตรที่เน้นการผลิตเพื่อการพึ่งพาตนเองให้พออยู่ พอกิน พอใช้ก่อนเป็นพื้นฐาน ส่วนที่เหลือจึงทำบุญ แบ่งปัน เก็บสำรอง เก็บสำรอง แลกเปลี่ยน แล้วจึงสร้างรายได้ให้ครัวเรือนซึ่งถือได้ว่าเป็น
การทำการเกษตรตามทฤษฎีใหม่ขั้นพื้นฐาน และอยู่บนรากฐานของปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ทั้งนี้ มีการวางแผนการผลิตของตนเองทั้งด้านเกษตร และด้านการเลี้ยงสัตว์ เพื่อบริหารจัดการทรัพยากรภายในฟาร์มให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด โดยมีแนวความคิดที่ใช้ในการวางแผนการผลิตในพื้นที่ 1 งาน โดยเป็นการจัดการในเรื่องของ การใช้พื้นที่น้อย ให้เกิดรายได้สูงสุดเพราะปัญหาเกษตรกรส่วนใหญ่คือ ที่ดินทำกินมีน้อยและอนาคตแทบไม่มี น้ำน้อยไม่พอใช้ในการเกษตร แรงงานน้อย (ลูกหลานทำงานต่างจังหวัด) ยิ่งทำให้เกิดความคิดที่จะหาวิธีสร้างรายได้จากพื้นที่น้อยๆพอกับค่าใช้จ่ายในครัวเรือนและเหลือเก็บออมไว้ ใช้เมื่อคราวจำเป็น จึงเกิดการทดลองทำเกษตรผสมผสานในพื้นที่ 1 งาน


              นอกจากนี้ ยังมีแนวคิดว่า เกษตรควรจะมีความมั่นคงในด้านราย และสามารถปลดหนี้ได้ต่อไปในอนาคต โดยเกษตรกรควรมีรายได้จากการจำหน่ายผลผลิตในฟาร์มที่เหลือจากการบริโภค แบ่งปันและแลกเปลี่ยน รวมถึงการปลูกมื่นต้น หรือไม้เศรษฐกิจไว้เพื่อเป็นบำนาญชีวิต ซึ่งถือเป็นการออมอย่างหนึ่งเนื่องจากไม้ยืนต้นที่ปลูกไว้จะสามารถเพิ่มมูลค่าได้ และเป็นหลักประกันทางด้านเศรษฐกิจให้กับเกษตรกรได้ในอนาคต นอกจากนี้เป็นการสร้างจิตสำนึกในการฟื้นฟูและอนุรักษ์ทรัพยากรป่าไม้ ซึ่งเป็นทรัพยากรที่เป็นบ่อเกิดของต้นน้ำลำธาร และระบบนิเวศ ซึ่งมีขั้นตอนและวิธีการ ดังนี้
การเลี้ยงหมูต้นทุนต่ำ
              1.1 การเลี้ยงสัตว์
                    1.1.1 การเลี้ยงหมูต้นทุนต่ำ

              การเลี้ยงหมูในยุคปัจจุบัน นับว่ามีความเสี่ยงสูงมาก เนื่องจากวิธีการเลี้ยงเปลี่ยนแปลงไปเป็นลักษณะเชิงการค้า ทำให้ต้นทุนการผลิตสูงโดยเฉพาะอาหาร ส่วนผสมส่วนใหญ่ไม่ได้นำมาจากภาพในท้องถิ่น อีกทั้งวัตถุบางส่วนก็เป็นสารเคมีซึ่งไม่เป็นผลดีนักต่อผู้บริโภค
              การเลี้ยงหมูต้นทุนต่ำ หรือหมูหลุมดินชีวภาพเป็นทางเลือกหนึ่งในการพัฒนาการ
เกษตรตามแนวทางทฤษฎีใหม่โดยยึดปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง สามารถลดต้นทุนการผลิตลงได้
ประมาณ ร้อยละ 70 เนื่องจากอาหารหลักที่ให้หมูคือผักนานาชนิด และอาหารสำเร็จ หรืออาหารผสม
เพียง ร้อยละ 30เท่านั้นโดยที่หมูมีอัตราหารเติบโตใกล้เคียงกับหมูที่เลี้ยงด้วยอาหารสำเร็จเพียงอย่าง
เดียว แต่สิ่งที่แตกต่างกันคือกำไรที่ผู้เลี้ยงจะได้รับ เพราะต้นทุนต่ำมาก ประหยัดค่าอาหาร ค่าน้ำล้าง
คอกอีกทั้งยังได้ปุ๋ยหมักอย่างดีไปใช้ในครัวเรือนด้วย การเลี้ยงแบบนี้ไม่มีกลิ่นเหม็นรบกวนผู้เลี้ยง
เพราะจุลินทรีย์ที่ผสมเข้าไปให้หมูกินพร้อมกับน้ำ และที่ใช้ราดวัสดุพื้นคอกนั่นเอง


ขั้นตอน/วิธีการทำ
       1. การเตรียมคอก การเลี้ยงแบบหลุมดินจะเป็นพื้นอ่อน และโรงเรียนจะต้องสัมพันธ์กับจำนวนหมู โดยให้มีขนาดคอกกว้าง 2 x 6 เมตร สามารถเลี้ยงได้คอกละ 9 ตัว เริ่มด้วยการขุดพื้นคอกลึกลงไป 90 เซนติเมตร (หรือขุดเพียง 45 ซม. แล้วเอาดินที่ขุดขึ้นมานั้นถลมด้านข้างก็จะได้ความลึก 90 ซม.) ในการมุงหลังคานั้นควรให้ตีนชายกว้างเพื่อกันไม่ให้น้ำฝนสาดเข้ามาในคอก และเมื่อตีฝาคอกแล้ว ต้องใช้อิฐบล็อกหรือไม้ไผ่กั้นรอบ ๆ คอกลึกลงไปจากพื้นดินประมาณ 40-50 เซนติเมตร เพื่อกันไม่ให้หมูขุดออกนอกคอกได้ (การกั้นฝาคอกควรติดตั้งประตูปิด-เปิดไว้ด้วยเพื่อความสะดวกในการนำหมูเข้า-ออก) สิ่งที่ต้องคำนึงก็คือบริเวณที่จะสร้างคอกไม่ควรเป็นพื้นที่ต่ำน้ำท่วมขัง และควรเป็นที่ร่มใต้ต้นไม้มีอากาศถ่ายเทได้ดี เพราะหมูเป็นสัตว์ที่ไม่ชอบอากาศร้อน
       2. การเตรียมวัสดุพื้นคอดเมื่อขุดหลุมเสร็จ จะปูพื้นคอกโดยใช้แกลบ 10 ส่วนผสมดินละเอียด 1 ส่วน เทลงกันหลุมที่ขุดไว้ให้มีความหนา 30 ซม. แล้วใช้เกลือเม็ด 1 ถ้วยตราไก่ หรือประมาณครึ่งลิตร โรยหน้า แล้วใช้น้ำหมักชีวภาพ 2 ช้อนแกงผสมน้ำ 1 บัว (10 ลิตร) ราดให้ทั่วทำเหมือนเดินอีก 2 ชั้นจนเท่าระดับพื้นดิน ช่วงนี้วัสดุพื้นคอกจะยังร้อนจากการทำงานของจุลินทรีย์ ทิ้งไว้ประมาณ 10 วัน จึงหมูเข้าอยู่ได้ และควรราดน้ำหมักชีวภาพลงบนพื้นคอกเพิ่มเติมอีกทุกๆ 5-7 วัน ครั้งละ 1 ฝักบัว ภายหลังจากเริ่มเลี้ยงหมูแล้ว เพื่อช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการย่อยสลายสิ่งปฏิกูลต่างๆ
       3. การให้อาหารและน้ำ อาหารผสม หรืออาหารสำเร็จที่เคยให้เป็นหลักนั้นจะต้องลดลง เหลือเพียงประมาณร้อยละ 30 เช่น จากเดิมให้ตัวละ 2 กก.ต่อวัน จะต้องเหลืออีกตัวละ 6 ขีดต่อวัน ส่วนอาหารที่จะให้หมูกินเป็นหลักคือผักที่อยู่ตามธรรมชาติทั่วไป เหมือนการเลี้ยงในสมัยก่อน เช่น หยวกกล้วย ผักเบี้ย ผักขม ผักตบชวา ยอดกระถิน ยอดข้าวโพด ใบมัน ฯลฯ โดยนำมาหั่นเป็นชิ้นๆ แล้วแช่ในนำที่ผสมน้ำหมักชีวภาพไว้นาน 3-4 ชั่วโมง โดยใช้สูตรเดียวกับน้ำที่หมูกิน คือผสมน้ำหมักชีวภาพกับน้ำในอัตราส่วนตั้งแต่ 1 ต่อ 1,000 สำหรับหมูเล็ก, 1 ต่อ 800 สำหรับหมูรุ่นและ 1 ต่อ 500 สำหรับหมูใหญ่หรือหมูพ่อ-แม่พันธุ์ (น้ำ 1 ปี๊บ มี 20 ลิตร หากเป็นหมูเล็กผสมแค่ 2 ช้อนโต๊ะ หมูรุ่น ผสม 3 ช้อนโต๊ะ และหมูใหญ่ ผสม 4 ช้อนโต๊ะ)
       4. การป้องกันโรค เนื่องจากการเลี้ยงหมูแบบต้นทุนต่ำนี้ มีน้ำหมักชีวภาพซึ่งมีจุลทรีย์ และวิตามินจากผักเป็นตัวหลักในการเสริมสร้างความแข็งแรงให้กับหมู แต่หากอาหารหรือน้ำไม่สะอาดพออาจมีอาการท้องเสีย หรือถ่ายเหลวได้ ต้องรักษาโดยการนำใบฝรั่งเสด ใบฟ้าทะลายโจรสด และเถาบอระเพ็ดเอาให้หมูกิน รวมทั้งจะต้องหารว่าเกิดจากสาเหตุอะไร เช่น อาหารและน้ำอาจไม่สะอาดพอต้องปรับปรุงแก้ไขใหม่ นอกจากนี้ควรใช้มุ้งเขียวคลุมคอกเพื่อกันยุงตั้งแต่เย็นถึงเช้า แต่หากเป็นพื้นที่มีตัวริ้นชุกชุม โดยเฉพาะช่วงหน้าฝน ควรนำเอาตะไคร้หอมมาทุบแช่น้ำ แล้วฉีดพ่นให้หมูช่วงหัวค่ำ (ระวังอย่าให้เข้าตา เนื่องจากตะไคร้หอม มีสรรพคุณช่วยไล่แมลงได้เป็นอย่างดี)                     
การเลี้ยงไก่พื้นเมือง
การเลี้ยงไก่พื้นเมือง
       โดยทั่วไปไก่พื้นเมืองจะมีความแข็งแรง หากินเก่ง ต้านทานต่อโรคระบาดสูง เติบโตและขยายพันธุ์ในสภาพการเลี้ยงดูแบบง่ายๆ ของเกษตรได้ดี ตลาดมีความต้องการสูงเนื่องจากไก่มีกลิ่นและรสชาติดี เกษตรกรสามารถเลี้ยงในลักษณะเกษตรกรผสมผสาน ซึ่งจะได้ทั้งเพื่อบริโภค และจำหน่ายเป็นรายได้เสริมให้กับครอบครัวอีกทางหนึ่ง
ขั้นตอนการเลี้ยง
       1. พันธุ์ไก่พื้นบ้าน สามารถเลือกได้ตามความเหมาะสมกับสภาพท้องถิ่น และความต้องการของตลาด แต่สายพันธุ์ไก่พื้นเมืองที่นิยมเลี้ยงส่วนใหญ่จะเป็นสายพันธุ์ไก่อู หรือไก่ชน เพราะจะมีโครงสร้างใหญ่เจริญเติบโต ไม่เป็นโรค คัดแม่พันธุ์ลูกดกอายุตั้งแต่ 9 เดือนถึง 3 ปี จำหน่ายรวดเร็ว สำหรับเกษตรกรที่ต้องซื้อพ่อแม่พันธุ์เข้ามาเลี้ยงควรเลือกซื้อจากแหล่งที่เชื่อถือได้ สุขภาพสมบูรณ์ แข็งแรง และปราศจากโรคระบาด
       2. การจัดการเลี้ยงดู การเลี้ยงไก่พื้นเมือง สามารถเลือกสถานที่ที่เป็นชายป่าหรือทุ่งนาได้จะเป็นการดี เพราะจะเป็นแหล่งอาหารธรรมชาติชั้นดีสำหรับไก่พื้นเมือง โรงเรือนไก่พื้นเมืองสามารถสร้างแบบง่ายๆ โดยใช้วัสดุในท้องถิ่นเป็นหลักหลังคาอาจมุงด้วยสังกะสีเก่าหรือตับหญ้าคาหรือตับแฝก ด้านข้างของโรงเรือนควรตีด้วยไม้ไผ่สานขัดแตะหรือไม้รวกขัดเตะ หรือไม้ระแนง โยงเว้นช่องให้อากาศถ่ายเทเทสะดวก จัดทำคอนนอนไว้มุมใดมุมหนึ่งของโรงเรือนให้เพียงพอกับจำนวนไก่ และต้องจัดทำรังไข่โดยอาจใช้ลังกระดาษเก่า ตะกร้า กระบุงรังไข่ควรรองด้วยเศษหญ้าแห้ง ฟางข้าว หรือพืชสมุนไพรตากแห้งที่มีคุณสมบัติไล่หมัดหรือไรไก่ สำหรับรางน้ำและรางอาหาร เกษตรควรจัดทำเองโดยใช้วัสดุในท้องถิ่น อัตราการผสมพันธุ์ที่ใช้จะนิยมใช้พ่อพันธุ์ 1 ตัว ต่อแม่พันธุ์ 7 ตัว  แม่ แต่ละตัวจะให้ลูกได้ปีละ 4 ชุด โดยจะเลี้ยงรอดประมาณชุดละ 8 ตัว ในการเลี้ยงลูกไก่พื้นเมืองในระยะแรก ควรมีสุ่มครอบแม่ไก่กับลูกอย่างน้อย 1 เดือน เพื่อให้ลูกที่เลี้ยงรอดมีจำนวนสูง และถ้าต้องการให้ไก่ไข่เร็วขึ้นก็ทำได้ โดยแยกลูกไก่มาอนุบาลเป็นการเฉพาะ สำหรับการให้อาหารไก่พื้นเมืองโดยส่วนใหญ่จะปล่อยให้หากินเองตามธรรมชาติ และเสริมด้วยอาหารที่หาได้ในท้องถิ่นที่ผลิตเองหรือหาซื้อเพิ่ม เช่น ข้าวเปลือกรำ ปลายข้าว ข้าวโพด หรือเศษอาหารที่เหลือ เฉพาะในอาหารลูกไก่ในระยะแรกเกิด ถึงประมาณ 1 เดือน ควรใช้อาหารไก่เนื้อระยะแรกเลี้ยงจะให้ผลดีมากกว่า
       3. การป้องกันโรคระบาด การเลี้ยงไก่พื้นเมืองให้ได้ผลดี ควรมีการดูแลเอาใจใส่อย่างจริงจัง สำหรับพ่อ-แม่พันธุ์ ควรถ่ายพยาธิเป็นประจำทุก 6 เดือน และจะต้องทำวัคซีนเพื่อป้องกันการเกิดโรคต่างๆ แก่ไก่ทุกระยะอย่างเคร่งครัด ได้แก่ โรคนิวคาสเซิล โรคหลอดลมอักเสบ โรคฝีดาษ และโรคอหิวาต์ไก่
การปลูกพืช
การปลูกพืช
       ผัก เป็นพืชอาหารที่คนไทยนิยมรับประทานกันมาก เนื่องจากให้คุณค่าทางอาหารที่เป็นประโยชน์ต่อร่างกายสูง แต่ค่านิยมในการบริโภคนั้น มักจะเลือกบริโภคผักที่สวยงาม ไม่มีร่องรอยการทำลายของหนอนและแมลงศัตรูพืช จึงทำให้เกษตรกรผู้ปลูกผักต้องใช้สารเคมีป้องกันและกำจัดแมลงในปริมาณที่มาก ทำให้ผู้บริโภคได้รับอันตรายจากสารพิษที่ตกค้างอยู่ เพื่อเป็นการแก้ไขปัญหาดังกล่าวการปลูกผักปลอดภัยจากสารพิษ โดยนำเอาวิธีการป้องกันและกำจัดศัตรูพืชหลายวิธีมาประยุกต์รวมกัน จึงเป็นทางเลือกสำหรับความปลอดภัยของเกษตร ผู้บริโภคและสิ่งแวดล้อม ยังมีส่วนในการเป็นพืชพี่เลี้ยงที่ให้ร่มเงาช่วยดูดซับน้ำเพื่อรักษาความชุ่มชื้นในดิน และสร้างอินทรียวัตถุแก่ดิน ใบร่วงหล่นกลายเป็นปุ๋ยพืช ซึ่งการปลูกพืช จะปลูกทั้งข้าว พื้นกินราก กินหัว ผัก ไม้เลื้อย ไม้เศรษฐกิจ ไม้ผล ไม้สมุนไพร ไม้พุ่ม ไม้ยืนต้น ไม้ใช้สอย ไม้ประดับไว้ไล่แมลง เพื่อเป็นอาหารใช้สอย รวมทั้งเป็นอาหารของสัตว์ และสามารถนำไปทำเป็นปุ๋ยหมักซึ่งช่วยในการประหยัดรายจ่ายอีกด้วย
หลักการปลูกพืช
       การปลูกพืชเพื่อประหยัดพื้นที่จำกัด แต่เพื่อให้ได้ประโยชน์สูงสุด ด้วยพื้นที่กว้าง 1 เมตร ยาว 1 เมตร ขุดดินทำแปลงผักผสมแกลบและปุ๋ยชีวภาพ รดน้ำพรวนดิน และปลูกผักลงไปจนเต็มแปลงผัก 1 ตารางเมตรโดยรอบส่วนตรงกลางงแปลงปลูกหน่อกล้วย 1 ต้นลงไปเป็นพืชพี่เลี้ยง มุมทั้งสี่ของพื้นที่ปลูกต้นไม้ที่สามารถนำไปสร้างบ้านได้โดยสามารถแบ่งพื้นที่ในการปลูกพืชออกเป็น 4 ส่วน ดังนี้
       - มุมที่หนึ่งปลูกไม้ผล เช่น มะม่วง 3 ต้น มะพร้าว 3 ต้น น้อยหน่า 5 ต้น ละมุด 1 ต้น ฝรั่ง 2 ต้น
       - มุมที่สองปลูกไม้ผักยืนต้น เช่น มะรุม 4 ต้น มะกร่ำ 1 ต้น มะกอก 1 ต้น ผักติ้ว 5 ต้น มะละกอ 19 ต้น ขลู 2 ต้นมะนาว 10 ต้น มะกรูด 1 ต้น สะเดา 3 ต้น เพกา 3 ต้น
       - มุมที่สามปลูกผักสวนครัวหลายชนิดตามฤดูกาล เช่น ต้นหอม คะน้า กะหล่ำปี สลัด กวางตุ้ง กระจ้อนผักบุ้ง ชีลาว ชีหอม ชีฝรั่ง กุ๊ยฉ่าย ขึ้นฉ่าย แมงลัก กระเพา โหรพา สะระแหน่ ผักแพว ผักพาย พริก มะเขือ มะเขือเทศ มะเขือพวง หน่อไม้ฝรั่ง บวบงู บวบหอม บวบเหลี่ยม น้ำเต้า ถั่วพู ถั่วแปบ มะละ ฟักข้าว เสาวรส ข่า ตระไคร้
       - มุมที่สี่แบ่งพื้นที่ในการเพาะพันธุ์ผัก เช่น เพาะกล้ามะละกอ พริก มะเขือ ผักแพว สะระแหน่ ชีฝรั่ง กุ๊ยฉ่าย มะรุม มะกรูด
การปลูกข้าวในวงบ่อซีเมนต์
1.3 การปลูกข้าวในวงบ่อซีเมนต์
       มีการขายผลผลิตที่บ้านของตนเอง โดยให้ผู้ซื้อเข้ามาเลือกเก็บผลผลิตให้พื้นที่เป็นเสมือนซุปเปอร์มาเก็ต ไม่มีการผ่านพ่อค้าคนกลาง (แต่ไม่ได้เน้นขาย เหลือจากบริโภคจึง แบ่งปัน แลกเปลี่ยนกันแล้วจึงขาย) ทำให้ไม่มีต้นทุนในการขนส่ง และสามารถกำหนดราคาได้เอง ซึ่งเป็นไปตามลักษณะของตลาดทฤษฎีใหม่ คือ เป็นตลาดที่บ้าน ตลาดใกล้บ้าน หรือ ตลาดชุมชน ซึ่งจะเป็นลักษณะของตลาดเฉพาะกลุ่ม คือมีกลุ่มลูกค้าเฉพาะที่แน่นอนที่สนใจซื้อสินค้าที่มีลักษณะเฉพาะ เช่น เป็นผลผลิตปลอดสารพิษจากสารพิษ หรือ สินเค้าเกษตรอินทรีย์ตามวิถีพื้นบ้าน
                    การทำอาหารสัตว์ (หมู–เป็ด/ไก่)
                         วัตถุอุปกรณ์
                          - ต้นกล้วยสดหรือทีตัดผลแล้วก็ได้
                          - กากน้ำตาลหรือน้ำตาลทรายแดง
                          - น้ำหมักจุลินทรีย์
                          - รำข้าว
                          - กากมันสำปะหลัง (สดหรือแห้งก็ได้)
                          - ถังพลาสติกหรือโอ่งหรือท่อปูน
                         ขั้นตอนวิธีทำ
                          - นำต้นกล้วยหั่นเป็นชิ้นบางๆ
                          - นำกล้วยที่หั่นแล้วผสมกับกากน้ำตาลหรือน้ำตาลทรายแดง และน้ำหมักจุลินทรีย์ คลุกให้เข้ากันโดยใช้อัตราส่วน 20 ต่อ ½ ต่อ ½ ลิตร แล้วลงหมักไว้ในภาชนะที่เตรียมไว้ หมักไว้ 2-3 วัน ( กล้วย 20 กก. กากน้ำตาล ครึ่งลิตรและน้ำหมักจุลินทรีย์ครึ่งลิตร)
                          - นำกล้วยที่หมักไว้มาผสมรำข้าว กากมันฯ ในอัตราส่วน 1 ต่อ 1 ต่อ 1 ให้สัตว์กิน
การแปรรูปผัก
       - การปลูกพืชผักปลอดสารพิษจำหน่าย
       - พัฒนาปรับปรุงพันธุ์ให้ดีอยู่เสมอเพื่อขยายพันธุ์
       - คัดเมล็ดพันธุ์จำหน่าย
       - ชำกิ่ง ชำยอด ตอนกิ่ง ทาบกิ่ง และเพาะกล้าขยายพันธุ์จำหน่าย
       - แปรรูป จำหน่าย (ผลไม้ดอง ผักดอง ข้าวคั่ว พริกป่น)
       - ศึกษาสถานการณ์สภาพภูมิอากาศ/ผู้บริโภค/ตลาดเพื่อหาโอกาสช่องทางการจำหน่าย


การแปรรูปข้าว
       การผลิตข้าวฮาง (ข้าวกล้องงอก)
       1. การเตรียมข้าว คือ นำข้าวมาคัดเมล็ดที่ไม่สมบูรณ์ออกโดยการเติมน้ำลงในภาชนะแล้วใช้ตะแกรงตักเมล็ดที่ไม่สมบูรณ์ออก
       2. ขั้นตอนการงอกข้าว
           - นำข้าวเปลือกแช่น้ำในถัง 18 - 24 ชั่วโมง
           - นำข้าวเปลือกที่ทำการแช่น้ำแล้วมาทำการงอกเป็นระยะเวลา 18 - 24 ชั่วโมง
       3. การนึ่งข้าวงอก
           - ทำความสะอาดข้าวก่อนนำเมล็ดข้าวเปลือกไปนึ่ง
           - นำข้าวงอกผสมใบเตยใส่ในภาชนะนึ่งที่เตรียมไว้
           - ราดน้ำให้ข้าวงอกให้ชื้นพอเหมาะ
           - นึ่งข้าวทิ้งไว้ประมาณ 30 นาที
           - ข้าวที่นึ่งเรียบร้อยนำมาตากแดดให้แห้ง
       4. การสีข้าวด้วยเครื่องสีข้าวกล้อง การสีข้าว นำไปสีโดยใช้เครื่องสีขนาดเล็กที่ใช้สีข้าว กล้องโดยเฉพาะเพื่อกะเทาะเปลือกออกจำนวน 3 รอบ
ที่มา : ศูนย์เรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียงบ้านดอนแดง

หลักการทำเกษตรแบบ 1 งาน 1 แสน โดย ศูนย์เรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียงบ้านดอนแดง Reviewed by หนุ่มอุบล ฅนอีสาน on 18:54 Rating: 5

ติดต่อเรา

ชื่อ

อีเมล *

ข้อความ *

การปลูกผักสวนครัว @2560. ขับเคลื่อนโดย Blogger.